วันเสาร์ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2559

หัวใจพระพุทธศาสนา

   
หัวใจพระพุทธศาสนา

         เมื่อพ..ศ.๒๕๒๙ บริษัทในเครือปูนซีเมนต์ไทย ได้จัดให้มีการประกวดแต่งหนังสือธรรมะภายใต้หัวข้อว่่า  "หัวใจพระพุทธศาสนา"  คงจะมีความมุ่งหมายเป็นการกระตุ้นให้คนหันมาศึกษาว่าหัวใจพระพุทธศาสนาคืออะไร  เพราะพระธรรมในพระพุทธศาสนามีมากมายถึง  ๘๔,๐๐๐ ข้อ จนคนทั่วไปไม่ทราบว่าหัวใจคำสอนในพระพุทธศาสนาคืออะไรแน่ 
         ข้าพเจ้าเขียนเรื่องนี้ขึ้นด้วยความยากลำบากยิ่งกว่าเขียนเรื่องอื่นใดท้ังหมดที่เคยเขียนมาแล้ว   และได้ใช้เวลาศึกษาค้นคว้าเรื่องนี้มาช้านาน  ข้าพเจ้าเขียนเรื่องหัวใจพระพุทธศาสนานี้ก็มุ่งหมายเพื่อจะอธิบายว่า หัวใจพระพุทธศาสนาน้ั้น ชี้ลงไปที่ธรรมะข้อใดก็จะเป็นหัวใจพระพุทธศาสนาทั้งน้ัน เพราะหลักธรรมะแต่ละข้อน้ันเชื่อมโยงถึงกันและกัน ล้วนนำไปสู่จุดหมายคือ การพ้นทุกข์  ดังที่กล่าวแล้วว่าพระธรรมคำสอนในพระพุทธศาสนามีมากมายถึง  ๘๔,๐๐๐พระธรรมขันธ์ ซึ่งสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ เนื่องจากวาสนา บารมี ของแต่ละบุคคลนั้นแตกต่างกัน แล้วแต่วาสนา บารมีที่ได้สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อน   จะเอาธรรมะอย่างเดียวกันไปสอนแก่ทุกคนเหมือนกันย่อมไม่ได้ผล แล้วแต่อุปนิสัย วาสนาบารมี หรือจริตของแต่ละคน   พระพุทธเจ้าจีงตรัสสอนธรรมะแก่คนแต่ละคนไม่เหมือนกัน  เพราะทรงรู้จุตูปตญาณ  รู้ถึงการจุติปฎิสนธิของสัตว์ว่าเกิดมาไม่เหมือนกัน   ซึ่งข้าพเจ้าได้ศึกษาค้นคว้ามารวบรวมไว้คือ
     ๑. เย ธัมมา เหตุปปภวา
     ศิลาจารึกที่ขุดได้ที่เมืองนครปฐม  นักปราชญ์ท่านว่าเป็นคำจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา  เมื่อแรกที่พระโสณะ พระอุตตะเถรเจ้า เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแคว้นสุวรรณภูมิ  เมื่อราว พ.ศ. ๒๗๐ - พ..ศ. ๓๐๐  และได้สร้างเจดีย์ไว้ที่เมืองนครปฐม  จารึกน้ันว่า

           "เย ธัมมา เหตุปปภวา เตสัง เหตุ  ตถาคโต เต สัญจะ โย นิโรโธจะ เอวัง วาที มหาสมโณ"
     พระคาถาจารึกนี้  เป็นคำสอนของพระอัสสชิเถรเจ้า   พูดกับพระสารีบุตร สมัยยังเป็นปริพาชกอยุู่  จนพระสารีบุตรได้ดวงตาเห็นธรรม  และได้ติดตามเข้ามาบวชในพระพุทธศาสนา  จนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เป็นอัครสาวกเบื้องขวา นับถือพระอัสสชิว่าเป็นครู  คำสอนของพระอัสสชิเถระนั้น นับถือว่าเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนามาช้านาน  เพราะพระอัสสชิเถรเจ้าน้ันท่านเป็นพระอรหันต์ ๕ องค์แรกในพระพุทธศาสนา  ได้รับเอหิภิกขุอุปสัมปทา  คือพระพุทธเจ้าทรงบวชให้เอง  ได้ฟังพระธรรมของพระพุทธเจ้าจากพระโอษฐ์ แล้วสำเร็จเป็นพระอรหันต์ แม้พระสารีบุตรก็เชื่อและนับถือว่าเป็นครู พระสารีบุตรสำเร็จเป็นพระอรหันต์ได้รับการยกย่องว่าเป็นเลิศในพระธรรมวินัย ก็เพราะได้ฟังคำสอนของพระอัสสชิ ซึ่งสรุปให้ฟังย่อๆ เพียง ๔ ประโยค  คือ
     
                    "ธรรมเหล่าใดเกิดแต่เหตุ  
                    พระตถาคตตรัสถึงสาเหตุน้ัน 
                          และตรัสถึงความดับแห่งเหตุนั้น 
                      พระตถาคตตรัสจบลงอย่างนี้"


๒. อริยสัจสี่

          พระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทน์ สิริจันโท)  แห่งวัดบรมนิวาส ท่านได้แสดงธรรมเทศนาไว้ในเรื่อง "สัจจธรรมวิภาค"  เมื่อพ.ศ.๒๔๗๒ ว่า "อริยสัจธรรมทั้ง ๔ ประการ เป็นหัวใจของพระผู้มีพระภาคเจ้า   พระอุบาลีคุณูปมาจารย์องค์นี้  ท่านเป็นพระอาจารย์ที่เคารพนับถือของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต พระอรหันต์ ทั้งพระอุบาลีคุณูปมาจารย์(จันทน์) และพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ท่านเป็นพระอริยสงฆ์ที่เคารพสักการะของคนทั้งประเทศ
         อริยสัจสี่ คือพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสสอนแก่ปัญจวัคคีย์ในวันเพ็ญเดือนแปด วันอาสาฬหบูชา อริยสัจสี่จึงเป็นหัวใจพระพุทธศาสนา คือตรัสรู้เรื่องความทุกข์ มูลเหตุของทุกข์คือสมุทัย การดับทุกข์โดยสิ้นเชิงคือนิโรธ และแนวทางปฎิบัติไปสู่การดับทุกข์ คือมรรค 

๓. โอวาทปาฎิโมกข์
          สมเด็จพระญาณสังวร (เจริญ สุวัฑฒโน)   วัดบวรนิเวศวิหาร ท่านว่า  หัวใจพระพุทธศาสนา คือคำสอนของพระพุทธเจ้ามีสรุปไว้แล้วโดยย่อ  อยู่ในพระปาฎิโมกข์ที่พระสงฆ์สวดและฟังกันอยู่ทุกวันพระกึ่งเดือน  คือ 
            สัพพปาปัสสะ   อกรณัง             การไม่ทำบาปทั้งปวง
            กุสสัสสุปสัมปทา                       การทำกุศลให้ถึงพร้อม
            สจิตตปริโยทปนัง                      การทำจิตให้หมดจดผ่องใส
            เอตัง พุทธา น สาสนัง            
            นี้เป็นคำสอนของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย

           คือท่านยืนยันว่า พระพุทธเจ้าที่ตรัสรู้มาแล้วในโลกนี้ก่อนพระสมณโคดม ๒๗ พระองค์ก็ทรงสอนอย่างนี้  พระสมณโคดม ก็ทรงสอนอย่างนี้  ท่านว่านี่แหละคือหัวใจของพระพุทธศาสนา   


    ๔. ปฎิจจสมุปบาท

           พระอริยสงฆ์บางท่านว่า ปฎิจจสมุปบาท  เป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา  ท่านว่าปฎิจจสมุปบาทเป็นธรรมที่แสดงถึง  "การเกิดขึ้นอย่างสืบเนื่องเป็นลูกโซ่"  ของทุกข์ทั้งปวง  และเป็นธรรมที่แสดงถึง "การดับอย่างตลอดสายต้ังแต่ต้นจนปลาย"   ของทุกข์ทั้งปวง  กล่าวคือ เป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้เมื่อวันวิสาขบูชาว่าทุกข์ท้ังปวงเกิดขึ้นจาก  
                                   อวิชชาเป็นปัจจัยให้กิดสังขาร
                                   สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ
                                   วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
                                   นามรูปเป็นปุัจจัยให้เกิดสฬายตนะ
                                   สฬายตนะเป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
                                   ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
                                   เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
                                   ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
                                   อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
                                   ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
                                   ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรามรณะ
                                   โสกปริเทวทุกข์โทมนัสสุปายาส

          ท่านสรุปว่าทุกข์ของขันธ์นี้แหละคือ มูลเหตุของทุกข์ทั้งปวง จะดับทุกข์ได้ก็ต้องตัดกองทุกข์ของขันธ์นี้ให้ขาดสาย  ต้องดับตั้งแต่อวิชชา คือความไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไร จนกลายเป็นวิชชาคือความรู้แจ้งว่าชีวิตคืออะไร แล้วก็จะดับทุุกข์ได้ตลอดสาย  กล่าวคือ
          อวิชชาดับสังขารก็ดับ  สังขารดับวิญญาณก็ดับ  วิญญาณดับนามรูปก็ดับ  นามรูปดับสฬายตนะก็ดับ  สฬายตนะดับผัสสะก็ดับ  ผัสสะดับเวทนาก็ดับ  เวทนาดับตัณหาก็ดับ  ตัณหาดับอุปาทานก็ดับ  อุปาทานดับภพก็ดับ  ภพดับชาติก็ดับ  ชาติดับชรามรณะก็ดับ  โสกปริเทวทุกขโทมนัสอุปายาสก็ดับหมด  
                                             
          ท่านสรุปว่าการดับทุกข์คือ  การดับอวิชชาความไม่รู้ว่าชีวิตคืออะไรเสียก่อน   เมื่อรู้ว่าชีวิตคืออะไรโดยแจ่มแจ้งแล้วคือเกิดวิชชา  สังขารคือการปรุงแต่งก็ดับ เมื่อสังขารคือการปรุงแต่งดับลงแล้ววิญญาณที่จะก่อให้เกิดเป็นชีวิตก็ดับ  เมื่อวิญญาณดับนามรูปคือตัวตนก็ดับ  เมื่อนามรูปไม่เกิดสฬายตนะทั้งหก คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ก็ดับ  เมื่อสฬายตนะดับแล้วผัสสะคือการสัมผัสก็ดับ  เมื่อผัสสะดับเวทนาคือความรู้สึกดีชั่วก็ดับ เมื่อเวทนาดับแล้วตัณหาคือกิเลสก็ดับ เมื่อตัณหาดับแล้วอุปาทานความยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นตัวตนก็ดับ   เมื่ออุปาทานดับภพคือความเป็นไปต่างๆ วาเป็นนั่นเป็นนี่ก็ดับ   เมื่อภพดับชาติก็ดับคือไม่อยากเกิดอีก  เมื่อไม่อยากเกิดชรามรณะก็ดับ คือไม่กลัวความแก่ความตายความโศก ความเสียใจ ความทุกข์ทั้งหลายก็ดับสิ้นไป ผู้ที่เพ่งพิจารณาด้วยจิตตานุภาพและธรรมานุปัสสนาอย่างนี้แล้วจะถึงวิมุตติหลุดพ้นจากทุกข์ทุ้งปวง

๕. พระไตรลักษณ์

           พระอริยสงฆ์บางท่านก็เทศน์ไว้ว่าหัวใจของพระพุทธศาสนานั้นคือ พระไตรลักษณ์  หรือสามัญลักษณ์ของสรรพสิ่งทั้งหลายในโลกนี้ทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต  จะมีสภาวะเหมือนกันอยู่ ๓ ประการคือ
          ๑. อนิจจัง ความไม่เที่ยงแท่แน่นอนของสิ่งทั้งปวง  ล้วนแต่ผันแปร เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ไม่มีอะไรเที่ยงแท้ คงที่อยู่ได้เลยแม้แต่สิ่งเดียว
           ๒ ทุกขัง ความเป็นทุกข์ คือต้องทน ต้องฝืน ต้องแบก ต้องหามอยู่ตลอดเวลา  แล้วก็ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้  เช่น ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่อย่างเดียวตลอดเวลาไม่ได้   คือทนทุกข์อยู่ไม่ได้นาน  แม้แต่สิ่งที่เรียกว่าความสุขสนุกสนานก็ทนอยู่ไมได้นาน  เช่น เล่นกีฬา  หรือแม้แต่การเล่นกามกรีฑา  ที่เรียกว่ากรีฑารัตน์  ก็ทำสนุกอยู่ได้ครู่เดียว
           ๓. อนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน  เราเขาที่แท้จริง  มันเป็นเพียงสิ่งสมมุติเท่าน้ัน  แล้วมันก็แก่ ต้องเจ็บ ต้องเสื่อม ต้องสลาย ต้องล้มตายจากไป  ไม่สามารถจะคงความเป็นตัวตนเราเขาไว้ได้เลย  เมื่อตัวของเราก็ไม่ใช่เป็นตัวของเราจริงแท้แล้ว  ทรัพย์สมบัติ ลูกเมีย แก้วแหวนเงินทอง ยศศักดอัครฐานของเรา มันก็ไม่่ใช่ของเราไปด้วย  มันเป็นสิ่งประดับโลก มันเป็นสมบัติผลัดกันชมเท่านั้นเอง
           พระพุทธเจ้าได้ตรัสสอนไว้ว่า
            ๑.สัพเพ สังขารา อนิจจา   สังขารทั้งปวงไม่เที่ยงแท้แน่อน                                                          ไม่ยืนยงคงที่
            ๒.สัพเพ สังขารา ทุกขา    สังขารทั้งปวงเป็นทุกข์ 
                                                     ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนผันไป
            ๓. สัพเพ ธัมมา อนัตตา   สิ่งทั้งปวงทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต ทั้งที่เป็นรูปธรรม และเป็นนามธรรม ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง  มันเป็นแต่เพียงสิ่งที่กำหนดขึ้นด้วยจิต มันเป็นแต่สิ่งที่จิตคิด ปรุงแต่งขึ้นมา  มันเป็นแต่ธาตุทั้ง ๔ คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ  ก่อตัวเป็นรูปขึ้นมาชั่วครู่ชั่วคราว  แล้วสิ่งเหล่านั้นก็เสื่อมสลายไป ดับสูญไปเป็นนาม   ท่านจึงสรุปว่า จิต เจตสิก นิพพาน หมุนเวียนกันอยู่เช่นนี้ หามีสิ่งใดที่เป็นตัวตนไม่

           การบรรลุธรรมเป็นพระอริยบุคคลน้้น ก็คือการเพ่งวิปัสสนาญาณให้เห็นสัจธรรมของพระไตรลักษณ์นี้จนได้ดวงตาเห็นธรรม  ที่เรียกว่า "ธรรมจักษุ"  เห็นพระไตรลักษณ์นี้อย่างแจ่มแจ้งว่า  สิ่งทั้งปวงล้วนแต่เป็นอนิจจัง  ทุกขัง อนัตตา  ดั่งนี้แล้วก็จะเข้าใจคำสอนของพระพุทธเจ้าได้  พระไตรลักษณ์นี้คือหัวใจพระพุทธศาสนา
           มีบทสวดมนต์ของโบราณ ท่านสวดพระคาถานมัสการพระเจ้าสิบชาติว่า  
           "นะโม ข้าจะไหว้พระเวสสันดร โพธิสัตโต
             ภิญโญด้วยทานบารมี พระชินสีห์อุบัติบังเกิด
             เลิศล้ำเรืองรอง รัศมีสีทอง ฉัพพรรณรังสี
             พระเจ้าโปรดสัตว์ทั้งโลกีย์ ข้ามพ้นทุกขี
             ข้ามด้วยบารมี อเนกอนันตัง พระเจ้าข้ามฝั่ง
             ข้ามด้วยสำเภาแก้ว ข้ามด้วยสำเภาทอง
             นำสัตว์ลอยล่อง ข้ามพ้นถึงฝั่ง
             ข้ามด้วยอนิจจัง ข้ามด้วยทุกขัง
             ข้ามด้วยอนัตตา กุสลสัมปันโน ฯ

          จะเห็นว่าโบราณจารย์ ท่านยกย่องว่าข้ามพ้นห้วงมหรรรณพสงสารขึ้นฝั่งพระนิพพาน ได้ด้วยไตรลักษณ์นี้เอง 
       

๖.สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย

    พระอริยสงฆ์บางท่านกล่าว่า   สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย  ธรรมท้้งปวง ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น คือหัวใจของพระพุทธศาสนา  คือการพิจารณาว่า สิ่งทั้งปวงทั้งที่มีชีวิตและไม่มีชีวิต มีความไม่เที่ยงแท้ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริงตามหลักไตรลักษณ์ ซึ่งไม่สามารถกำหนดหรือบังคับให้เป็นไปตามใจเราได้   เมื่อสุข ทุกข์ ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น พิจารณาให้เห็นว่าทุกสิ่งมีเกิดขึ้น ต้ังอยู่ ดับไป ไปกำหนดบังคับอะไรไม่่ได้  


๗. พระไตรสิกขา

          พระอริยสงฆ์บางท่านกล่าวว่า   หัวใจของพระพุทธศาสนาคือ พระไตรสิกขา  แบ่งออกเป็น ๒ ระดับ
          ๑. พระไตรสิกขาของฆราวาส  ได้แก่การศึกษาอบรม ฝึกฝนตนเอง  ๓ อย่างคือ
          ๑.๑ ทาน  คือ การตักบาตร ทำบุญ ให้ทาน แบ่งปันทรัพย์และของกินของใช้ของตนให้แก่ผู้อื่น เพื่อสงเคราะห์ เพื่อเกื้อกูล  เพื่อสักการะบูชาแก่บุคคลที่ควรบูชา เช่น พระภิกษุสงฆ์  ยาจก สัตว์เลี้ยง เป็นต้น
           ๑.๒ ศีล  ได้แก่การสมาทาน รักษาศีล ๕ ศีล ๘ เพื่อกระทำตนให้พ้นจากโทษทุกข์ภัยทั้งปวง  เพราะศีลเป็นพื้นฐานของความสุข  ศีลเป็นบ่อเกิดแห่งโภคทรัพย์ ศีลเป็นหนทางของการเข้าถึงมรรคผล สวรรค์ นิพพาน  ดังคำที่ท่านให้ศีลว่า  "อินามิ ปัญจะสิกขาปทานิ สีเลนะ สุคติงยังติ สีเลนะโภคสัมปทา สีเลนะนิพพุติง ยันติ"  
          ๑.๓ ภาวนา  คือการสวดมนต์ ไหว้พระ ทำสมถภาวนา  ให้จิตสงบระงับ  มีพลังและเกิดปัญญา มีสัมมาทิฎฐิ
           ๒. พระไตรสิกขาของพระภิกษุ   มี ๓ อย่างคือ การศึกษา อบรม ฝึกหัดตนจนชำนิชำนาญใน ๓ อย่างคือ
          ๒.๑ ศีล ได้แก่การถือศีล ๑๐ และศีล ๒๒๗ ด้วยความสำรวมระวังเป็นอันดี ไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
          ๒.๒ สมาธิ  ได้แก่การกระทำสมถวิปัสสนากัมมัฎฐาน ทั้งกลางวัน กลางคืน  ไม่ย่อหย่อน
          ๒ .๓ ปัญญา ได้แก่การกระทำให้เข้าถึงพระนิพพาน ด้วยกายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา ได้ดวงตาเห็นธรรม   เห็นแจ้งในพระอริยสัจสี่ประการด้วยปัญญา

          ท่านว่าพระไตรสิกขานี้แหละคือ หัวใจพระพุทธศาสนา  การบวชเป็นพระภิกษุคือการศึกษาพระไตรสิกขานี้เอง  ตราบใดที่ยังไม่บรรลุพระอรหันต์ท่านเรียกว่า  เสขบุคคล  คือบุคคลที่ยังต้องศึกษาอยู่  ถ้าบรรลุพระอรหันต์แล้ว ท่านเรียกว่า  "อเสกขบุคคล"  คือบุคคลผู้ไม่ต้องศึกษาพระไตรสิกขานี้แล้ว  เรียกว่า  อยู่จบพรหมจรรย์แล้ว


    ๐  ดังที่อธิบายหลักธรรมเป็นข้อให้เห็นแล้วน้ัน  เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าหลักธรรมแต่ละข้อน้ันเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน จากศิลาจารึกที่ขุดได้ที่เมืองนครปฐม นักปราชญ์ว่าเป็นคำจารึกคาถาหัวใจพระพุทธศาสนา เมื่อแรกที่พระโสณะ พระอุตระเถรเจ้า เข้ามาเผยแพร่พระพุทธศาสนาในแคว้นสุวรรณภูมิ และได้สร้างเจดีย๋์ จารึกว่า

     "เย ธัมมา เหตุปปภวา เตสัง เหตุ  ตถาคโต
      เต สัญจะ โยนิโรโธจะ เอวัง วาที มหาสมณโณ"
     ซึ่งสรุปเป็นคำสอนว่า

     "ธรรมเหล้าใดเกิดแต่เหตุ
     พระตถาคตรัสถึงสาเหตุน้ัน
     และตรัสถึงความดับแห่งเหตุน้ัน
     พระตถาคตตรัสจบอย่างนี้"

      คำสอนนี้เชื่อมโยงกับพระธรรมที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้คือ  "อริยสุัจสี่" ซึ่งประกอบด้วย ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค  ทุกข์เกิดจากสมุทัย  สมุทัยคือเหตุ การดับทุกข์โดยสิ้นเชิงคือนิโรธ  และมรรคคือแนวทางปฎิบ้ติให้ถึงความดับทุกข์ ดังประกอบด้วย สัมมาทิฎฐิ สัมมาสติ  สัมมากังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสมาธิ  แนวทางปฎิบัติให้ถึงความดับทุกข์นี้ เมื่อนำมาปฎิบัติก็คือ หลัก ศีล สมาธิ ปัญญานั่นเอง 
  หลัก ศีล สมาธิ ปัญญานี้ ก็อยู่ในหลักโอวาทปาฎิโมกข์ คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตให้ผ่องใส
   หลักศีล สมาธิ เป็นหลักที่สอนชาวพุทธที่นำมาปฎิบัติได้ทั่วไปดังอธิบายแล้ว  แต่ปัญญาน้ันต้องอาศัยหลักธรรมอื่นประกอบคือ หลักอิทัปปัจจตาปฎิจสมุปบาท ,หลักไตรลักษณ์ และหลักธรรม สพฺเพ ธมฺมา นาลํ อภินิเวสาย  ประกอบการพิจารณาเพื่อให้เข้าใจแจ้งถึงหลักคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งมีจุดหมายปลายทางคือ การพ้นทุกข์นั่นเอง  



๐๐๐๐๐๐๐๐๐
 




         
           
                                         


       

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น